คนจรฯลฯ (17): หว่อง กา ไว

posted on 31 May 2008 04:11 by konjornetc  in past

งานสองชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสองเรื่องของหว่อง กา ไว คือ Chungking Express และ In the Mood for Love ตามลำดับครับ

 

Chungking Express

 

หลายหลากผู้คนวุ่นวาย

ต่างเวียนว่ายว้าเหว่สับสน

ในบรรยากาศที่ค่อนข้างหม่น

เชื่อเถอะ ยังมีคนค้นหารัก

ท่ามกลางความผุพังของจิตใจ

สถาบันล่มสลายเหลือเพียงซากปรัก

ในบรรยากาศที่หนืดและข้นคลั่ก

เชื่อเถอะ ความรักก่อเกิดได้

ไหล่ของฉันและเธอที่ฉิวเฉียดกัน

ก่อเกิดความหวั่นลึก ๆ ในจิตใจ

ความรักอาจไม่ดำเนินต่อไป

แต่ก็เกิดรักเซอร์ไพร้ส์อยู่นิด ๆ

เธออาจจะไม่ทันได้สังเกต

ถึงมูลเหตุของพฤติกรรมและความคิด

ฉันเองก็คงจะไม่ผิด

เพราะสิทธิสานฝันเป็นของฉัน

ฉันจับจุดเธอได้

เธอก็เข้าใจฉันเช่นกัน

เราพากันโบยบินออกจากความฝัน

ด้วยเรารู้เท่าทันรักแท้จริง

ฉันและเธอจากกันอย่างเงียบ ๆ

อาจจะดูราบเรียบไม่หนุงหนิง

แต่เหนือกว่าประจักษ์พยานทุกสิ่ง

คือต่างเราได้พึ่งพิงถูกเวลา

ผู้คนมากมายในที่เดียวกัน

อาจพบรักนั้นนี้ต่างคุณค่า

รักซึ้ง ๆ ลอยผ่านไปไม่หวนมา

รักซาบซ่าติดตรึงใจชั่วนิรันดร์

 

กับบางรักที่ล่วงเลย

 

กับบางเหงาที่แฝงในสัญชาตญาณ

และซึมซ่านแพร่ไปทุกอณูจิต

มีบ้างที่ก่อเกิดบางแวบคิด

ไยชีวิตช่างเดียวดาย

กับบางคนที่ประสบพบเจอกัน

ในบรรยากาศของความต่างและหลากหลาย

แต่ก็มีบ้างบางอย่างที่คลึงคล้าย

คือมีปมแห่งความโดดเดี่ยว

กับบางเติมเต็มกันและกัน

คงมีบ้างที่ซาบซ่านและเสียดเสียว

แต่ใช่ว่าจะมีผลเพียงหนึ่งเดียว

มีอีกผลคือคลี่บางปมให้คลาย

กับบางการลาจากอย่างอิสระ

ที่เป็นไปตามวุฒิภาวะแบบผู้ใหญ่

มีชิดใกล้ย่อมต้องมีพรากไกล

ตัดเยื่อใย แต่ถนอมไว้บางความทรงจำ

คนจรฯลฯ (16): มังกรหยก

posted on 25 May 2008 18:04 by konjornetc  in past

งานสองชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ ที่ดัดแปลงบทมาจากนวนิยายกำลังภายในเรื่อง "มังกรหยก" ซึ่งถูกสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990

งานชิ้นแรกได้รับแรงบันดาลใจจาก "มังกรหยก หยกก๊าหว่า" หนังตลกโปกฮา ซึ่งถ้าเข้าใจไม่ผิดจะมีหว่อง กา ไว เป็นโปรดิวเซอร์

ส่วนงานชิ้นที่สองได้รับแรงบันดาลใจจาก "Ashes of Time" ซึ่งเป็นผลงานการกำกับของหว่อง กา ไว 

 

มังกรหยก หยกก๊าหว่า

 

ล้อเลียนกลับหัวเลียนล้อ

ไม่รีรอให้ภาพเก่าเลือนหาย

ลงมือทำก่อนประเด็นจะคลี่คลาย

ด้วยความแยบคายที่คล้ายความปัญญาอ่อน

เคร่งขรึมทรงภูมิเยี่ยมยุทธ

แปรปรวนไปเป็นที่สุดของกะล่อน

ตลกโปกฮาปลิ้นปล้อน

บางคนว่าไร้บทตอนแห่งสาระ

สำเร็จฝันแบบฝันบ้าฝันบอ

ดีกว่ารอทางสิ้นสุดของฝันเหว่ว้า

สมถะฉาบกั้นทุกข์ในอุรา

หรือดีกว่าตายประหลาดตายพิกล

ในความเหมือนจะว่างเปล่าไร้แก่นสาร

ย่อมต้องมีแก่นสารเจือปน

ปริมาณจะจางบางหรือเข้มข้น

อยู่ที่สายตาคนต่างจ้องมอง 

 

เถ้าถ่านของกาลเวลา

 

นานมาแล้วกับเหตุการณ์ที่ลาลับ

แต่ยังจับเกาะติดอยู่ในความรู้สึก

ยังฝังใจและไหวหวั่นอยู่ลึก ๆ

เมื่อหวนนึกถึงอดีตที่ผ่านไป

ดวงใจดวงนี้เจ็บปวดร้าวรอน

ต้องก้มหน้าซุกหมอนนอนร้องไห้

ด้วยหวังว่าอดีตจะระเหยไป

พร้อมกับไอน้ำใสจากนัยน์ตา

ผ่านแดดฝนลมหนาวมาเนิ่นนาน

กายภายนอกหยาบกร้านด้านหนา

แต่ภายในใจโอ้หนอวันเวลา

ที่ผ่านมายังเคี่ยวกรำไม่พอหรือไร

ใจยังยึดติดใจยังโหยหา

ช่วงเวลาที่ผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่

สรรพสิ่งมีผ่านมาและผ่านไป

ใจก็รู้แต่ใจไม่ยอมรับ

จึงเป็นอดีตที่อยู่ในปัจจุบัน

การณ์แปรผันแต่ตัวตนคล้ายกับหลับ

หยุดหมดทั้งเล่าเรียนและรู้รับ

เพราะติดกับสิ่งที่ไม่อาจหวนมา

วันเวลาที่เคี่ยวและกรำใจ

ทำได้เพียงให้อดีตรางเลือนพร่า

จึงยังเหลือเป็นเถ้าถ่านของกาลเวลา

ที่ตรึงตราอยู่กับใจจวบชีพวาย

งานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง "โกลคลับ เกมล้มโต๊ะ" ของกิตติกร เลียวศิริกุล ครับ

 

โกลคลับ: เกมล้มโต๊ะ

 

โกลคลับ อันเปล่าร้าง__________ไร้คน

เกม   ที่บีบให้จำนน__________พ่ายแพ้

ล้ม   โต๊ะแหละล้มคน__________ลาญแหลก

โต๊ะ   แกร่งบ่เจ็บแท้__________ปวดร้าว เช่นคน

ในกรงขังล่องหนที่คลุมครอบ

ภายใต้กรอบที่คล้ายได้อิสระ

กับชีวิตที่เสมือนไร้พันธะ

เผชิญสัจจะที่จำแลงจากความลวง

ลืมเลือนแล้วว่าล่องลอยมาจากไหน

จะถูกพัดพาไปที่ใดก็ไม่ห่วง

โบยบินด้วยพลังฝันอันเปล่ากลวง

แน่นอนย่อมลุล่วงสู่ร่วงโรย

ยิ่งถูกเสียดยิ่งถูกสียิ่งล้าอ่อน

ชีพสั่นคลอนด้วยจังหวะอ่อนละโหย

ทางชีวิตไม่ได้มีกุหลาบโรย

หากแต่โปรยไว้ด้วยหนามอวิชชา

วิ่งหนีเข้าไปเถอะไอ้เกลอ

อย่างไรเสียก็เจอแต่หนทางเลือนพร่า

ที่มุ่งสู่ความว่างเปล่าตามกาลเวลา

ซึ่งมิใช่ สุญญตา แต่อย่างใด